แยกให้ออก : อาการเจ็บหน้าอก แบบไหนคือ “กรดไหลย้อน” แบบไหนคือ “โรคหัวใจ”
อากาาเจ็บหน้าอกเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่สร้างความตื่นตระหนกได้มากที่สุด เพราะมักทำให้เรานึกถึงวิกฤตอันตราย อย่างโรคหัวใจขาดเลือด ทว่าในความเป็นจริง สาเหตุของความเจ็บปวดนี้ที่พบได้บ่อยไม่แพ้กัน กลับมาจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหารอย่าง “โรคกรดไหลย้อน”
1.ทำไม “กรดไหลย้อน” จึงมีอาการคล้าย “โรคหัวใจ” ความสับสนระหว่างสองโรคนี้ ไม่ได้เกิดจากการคิดไปเอง แต่มีคำอธิบายทางกายวิภาคศาสตร์ที่ชัดเจน หลอดอาหาร และหัวใจของมนุษย์ตั้งอยู่ใกล้ชิดกันมากในโพรงช่องอก ยิ่งไปกว่านั้น อวัยวะทั้งสองยังใช้เครือข่ายเส้นประสาทร่วมกัน โดยเฉพาะเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 (Vagus Nerve) และเส้นประสาทไขสันหลังระดับหน้าอก (Thoracic Spinal Nerves)
เมื่อกรดจากระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร สัญญาณความเจ็บปวดจะถูกส่งผ่านเส้นประสาทเหล่านี้ไปยังสมอง สมองซึ่งไม่สามารถระบุพิกัดที่มาของความเจ็บปวดในอวัยวะภายในได้อย่างแม่นยำ (Rdferred Pain) จึงแปลผลรวม ๆ ว่าเป็น “ความเจ็บปวดใจกลางหน้าอก” ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บลึกๆ และร้าวไปถึงด้านหลัง ซึ่งเป็นรูปแบบสัญญาณประสาทแบบเดียวกับที่เกิดขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
2. ความเจ็บปวดแบบ “กรดไหลย้อน” (GERD-related Chest Pain) แม้สมองจะรับรู้ความรู้สึกจากบริเวณเดียวกัน แต่หากสังเกตุรายละเอียด และบริบทแวดล้อม จะพบว่าลักษณะการเจ็บหน้าอกจากรดไหลย้อน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้
- ลักษณะความรู้สึก (Quanlity of Pain) มักมาในรูปแบบของอาการ “แสบร้อน” (Heartburn) บริเวณลิ้นปี่ และลามขึ้นมาถึงกลางอกหลังกระดูกสันอก บางครั้งอาจรู้สึกจุกแน่นคล้ายมีก้อนจุกอยู่ที่คอ
- จุดเริ่มต้น และปัจจัยกระตุ้น (Tiggers) อาการมักเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารมื้อใหญ่ อาหารที่มีไขมันสูง รสจัด หรือการดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน นอกจากนี้ การเปลี่ยนท่าทาง เช่น การเอนตัวลงนอนราบ การก้มตัวผูกเชือกรองเท้า หรือการยกของหนัก มักทำให้ของเหลวถูกดันตีกลับขึ้นมา และทำให้อาการกำเริบทันที
- ระเวลา (Duration) อาการปวดอาจคงอยู่นานหลายนาที จนถึงหลายชั่วโมง มักเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดวัน
- อาการร่วมทางระบบย่อยอาหาร (Associated Symptoms) ผู้ป่วยมักมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกถึงรสขม หรือรสกรดในลำคอ กลืนลำบาก ท้องอืด มีลมในกระเพาะอาหารมาก หรือมีอาการไอเรื้อรัง และเสียงแหบในตอนเช้า
- วิธีบรรเทาอาการ (Relief Factors) ความเจ็บปวดมักทุเลาลงเมื่อลุกขึ้นยืน นั่งตัวตรง ดื่มน้ำ หรือการรับประทานยาลดกรด (Antacids) หรือยาเคลือบกระเพาะ
3. สัญญาณอันตรายจาก “โรคหัวใจขาดเลือด” (Ischemic Heart Disease) การเจ็บหน้าอกจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวาย (Heart Attack) นั้น เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่มีความรุนแรง และมีลักษณะเฉพาะที่ร่างกายพยายามส่งสัญญาณเตือนขั้นสูงสุด
- ลักษณะความรู้สึก (Quality of Pain) ไม่ใช่การแสบร้อนที่ผิวชั้นบน แต่เป็นความรู้สึก “ถูกกดทับอย่างรุนแรง” ผู้ป่วยมักบรรยายความรู้สึกนี้ว่าเหมือนมีช้างมาเหยียบหน้าอก หรือมีเข็มขัดเหล็กรัดแน่นจนหายใจไม่ออก เป็นความเจ็บปวดที่ลึก และหนักหน่วง
- การร้าวของความเจ็บปวด (Radiation) นี่คึอจุดสังเหตุที่สำคัญ อาการปวดจากโรคหัวใจ มักไม่กระจุกตัวอยุ่แค่หน้าอก แต่จะร้าวไปยังบริเวณอื่นของร่างกายซีกซ้าย เช่น ร้าวขึ้นกราม และคอ ร้าวลงไปตามไหล่ และแขนซ้าย หรือร้าวทะลุไปถึงหลัง ระหว่างสะบัก
- ปัจจัยกระตุ้น (Triggers) อาการเจ็บหน้าอกมักเกิดขึ้น หรือแย่ลงอย่างรวดเร็วเมื่อร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น (Physical Exertion) เช่นการเดินขึ้นบันได การวิ่ง การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การเผชิญกับความเครียดทางอารมณ์อย่างรุนแรง
- อาการร่วมทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Associated Symptoms) ร่างกายจะตอบสนองต่อวิกฤตนี้ด้วยการหลั่งอดรีนาลีน ทำให้เกิดอาการเหงื่อแตกพลั่ก ตัวเย็น หน้ามืด วิงเวียนศรีษะ คลื่นไส้อาเจียน หอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม และมักมีความรู้สึกหวาดกลัว หรือรู้สึกคล้ายจะเสียชีวิต (Sense of impending doom)
- วิธีบรรเทาอาการ (Relief Factors) การนั่งพัก หรือหยุดกิจกรรมที่ใช้แรง อาจทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว ในกรณีที่เป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina) แต่หากเป็นการอุดตันเฉียบพลัน การพักผ่อน หรือกินยาลดกรดจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย
4. ตารางเปรียบเทียบจุดตัด ของการประเมินอาการ “โรคกรดไหลย้อน” หรือ “โรคหัวใจขาดเลือด” เพื่อเป็นการสแกนความเสี่ยงเบื้องต้น สามารถเปรียบเที่ยบความแตกต่างผ่านมิติแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบอาการเจ็บหน้าอก จาก “โรคกรดไหลย้อน” VS “โรคหัวใจขาดเลือด”
อาการ “กรดไหลย้อน” มัก แสบร้อน จุกแน่นที่คอ มักลามจากลิ้นปี่ขึ้นมาที่คอหอย ซึ่งจะเกิดหลังทานอาหารมื้อใหญ่ หรือทานแล้วนอนเลย การออกแรงมักไม่ทำให้อาการนั้นแย่ลง แต่จะดีขึ้นเมื่อทานยาลดกรด หรือยาเคลือบกระเพาะ – อาการร่วมที่โดดเด่น คือ เรอเปรี้ยว ขมคอ ท้องอืด เสียงแหบ เป็นต้น
อาการ “โรคหัวใจขาดเลือด” มักจะรู้สึกเหมือนโดนของหนักทับ แน่น คล้ายถูกบีบรัด หรือถูกกดทับอย่างรุนแรง ร้าวไปที่กราม คอไหล่ หรือแขนซ้าย ซึ่งมักจะไม่เกี่ยวข้องกับการทานอาหารมื้อหนักอย่างชัดเจน การออกแรงทำกิจกรรม อาจทำให้เจ็บหน้าอกรุนแรงขึ้นทันที และยากลดกรดไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการใดๆ – อาการร่วมที่โดดเด่น คือเหงื่อแตก หน้ามืด คลื่นไส้ และหายใจไม่อิ่ม เป็นต้น
5. การประเมินความเสี่ยง ส่วนบุคคล และจุดวิกฤต แม้ข้อมูลข้างต้นจะช่วยแยกแยะได้ในระดับหนึ่ง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ป่วยโรคหัวใจบางราย (โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเบาหวาน) อาจมีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ชัดเจน หรือมาด้วยอาการจุกแน่นลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะเท่านั้น การประเมินความเสี่ยงจึงต้องนำ “ประวัติสุขภาพ” มาพิจารณาร่วมด้วย
หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่ก่อนแล้ว เช่น อายุมากกว่า 45 ปี (ในผู้ชาย) หรือ อายุ 55 ปี (ในผู้หญิง) มีประวัติสูบบุหรี่จัด เป็นโรความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย คุณควรมีเกณฑ์การเฝ้าระวังที่เข้มงวดกว่าปกติ
การแยกแยะอาการด้วยตัวเอง เป็นการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หากการเจ็บหน้าอกที่เกิดขึ้น มีลักษณะคลุมเครือ รุนแรงจนทนไม่ไหว หรือไม่ตอบสนองต่อการดูแลเบื้อต้นภายในเวลาอันสั้น กฎเหล็กที่ปลอดภัยที่สุดคือการรีบไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันที่ ที่โรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) และเจาะเลือดเพื่อดูเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ (Troponin) ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยัน หรือตัดประเด็นโรคหัวใจเลือดออกไปได้อย่างแม่นยำ เพราะในการรักษาโรคหัวใจนั้น เวลาทุกนาทีที่สียไปหมายถึงเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่อาจสูญเสียไปอย่างถาวร
ตัวช่วย กรดไหลย้อน คลิก!